แชร์

Post-Definitive Reality Check: 5 เดือนหลัง CBAM บังคับใช้เต็มรูปแบบ บทเรียนจากผู้ส่งออกไทย

อัพเดทล่าสุด: 18 พ.ค. 2026
20 ผู้เข้าชม

5 เดือนหลัง CBAM บังคับใช้เต็มรูปแบบ บทเรียนจากผู้ส่งออกไทย

มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรปได้ก้าวเข้าสู่ Definitive Phase อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 หลังผ่านช่วง Transitional Period ที่กินเวลากว่า 27 เดือน ในช่วง 5 เดือนแรกของการบังคับใช้เต็มรูปแบบ ผู้ส่งออกไทยจำนวนหนึ่งได้เผชิญกับสถานการณ์จริงที่แตกต่างจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้ในช่วงเตรียมการ

บทความนี้สรุปบทเรียนสำคัญจากช่วง 5 เดือนแรก และชี้ให้เห็นสิ่งที่ผู้ส่งออกไทยต้องทำต่อในอีก 16 เดือนข้างหน้า ก่อนกำหนดส่ง Annual CBAM Declaration ครั้งแรกในวันที่ 30 กันยายน 2027

1. สถานะปัจจุบันของ CBAM Definitive Period
ในวันที่ 1 มกราคม 2026 CBAM ได้เปลี่ยนสถานะจากระยะรายงานข้อมูล (Transitional Phase) ไปสู่ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบ (Definitive Phase) โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญสามประการ

ประการแรก การรายงานเปลี่ยนจากรายไตรมาสเป็นรายปี รายงานฉบับแรกของ Definitive Phase จะครอบคลุมการนำเข้าทั้งปี 2026 และต้องส่งภายในวันที่ 30 กันยายน 2027 ในขณะเดียวกัน รายงานฉบับสุดท้ายของ Transitional Phase ซึ่งครอบคลุมไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ได้ครบกำหนดส่งไปแล้วเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2026

ประการที่สอง ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรายงานต้องได้รับการทวนสอบจากหน่วยทวนสอบที่ได้รับการรับรอง (Accredited Verifier) เท่านั้น โดยในปีแรกของ Definitive Phase ผู้ทวนสอบต้องเข้าตรวจประเมินที่หน้างาน (On-site Verification) ไม่อนุญาตให้ใช้การตรวจประเมินผ่านระบบออนไลน์เพียงอย่างเดียว

ประการที่สาม เกิดสถานะ "Authorised CBAM Declarant" ซึ่งเป็นสถานะบังคับสำหรับผู้นำเข้าใน EU ที่นำเข้าสินค้า CBAM เกิน 50 ตันต่อปี โดยกำหนดให้สมัครภายในวันที่ 31 มีนาคม 2026 ผู้นำเข้าที่ไม่มีสถานะนี้จะไม่สามารถนำเข้าสินค้าได้

นอกจากนี้ ตามกฎ Omnibus Regulation ที่ปรับปรุงในปลายปี 2025 ระบบขาย CBAM Certificate จะเริ่มเปิดในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 โดยผู้นำเข้าจะต้องยื่นใบรับรองครั้งแรกภายในวันที่ 30 กันยายน 2027


2. ผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยในเชิงตัวเลข
จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี 2568 การส่งออกสินค้าไทยไปยังสหภาพยุโรปมีมูลค่ารวมประมาณ 26,449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าที่อยู่ในขอบเขตของ CBAM ทั้ง 6 รายการมีมูลค่าประมาณ 417 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 1.6% ของการส่งออกไป EU ทั้งหมด

แม้สัดส่วนจะดูไม่สูงนัก แต่ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบประเด็นที่น่ากังวลในเชิงโครงสร้าง ดังนี้

ข้อแรก มูลค่าการส่งออกสินค้า CBAM ไป EU ของผู้ส่งออกไทยลดลงประมาณ 14% หลังจาก EU ประกาศจะใช้มาตรการ CBAM ในปี 2020 และลดลงรวมประมาณ 24% หลังจากเริ่มบังคับใช้ในปี 2023 ทั้งที่ในช่วงนั้นยังไม่มีการบังคับซื้อ CBAM Certificate การลดลงนี้สะท้อนการปรับตัวของผู้นำเข้าใน EU ที่หันไปหาแหล่งสินค้าจากประเทศที่ปล่อยคาร์บอนต่ำกว่า

ข้อสอง สินค้าประเภทอะลูมิเนียมและซีเมนต์ของไทยมีค่าความเข้มข้นในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยอยู่ที่ 1.90 และ 1.67 ตัน CO2e ต่อตันสินค้าตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าค่ากลาง (Benchmark Value) ของ EU หมายความว่าผู้นำเข้าใน EU จะต้องซื้อ CBAM Certificate ครอบคลุมส่วนต่างนี้ ทำให้ราคาสินค้าไทยในตลาดยุโรปสูงขึ้นโดยปริยาย

ข้อสาม ผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยมีความไม่เท่าเทียมกันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ส่งออกรายเล็กได้รับผลกระทบเชิงลบมากกว่ารายใหญ่ เนื่องจากผู้ส่งออกรายใหญ่มักมีทรัพยากรในการคำนวณ Embedded Emissions และเตรียมข้อมูลให้สอดคล้องกับวิธีการของ EU ในขณะที่ผู้ส่งออกรายเล็กยังขาดความเข้าใจและงบประมาณในการเตรียมตัว


3. บทเรียนสำคัญจาก 5 เดือนแรก
จากการทำงานร่วมกับผู้ส่งออกไทยและการติดตามสถานการณ์ในตลาด เราพบว่าผู้ส่งออกไทยจำนวนหนึ่งกำลังเผชิญกับปัญหาที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ในช่วง Transitional Period ปัญหาหลัก ได้แก่

3.1 ปัญหา Supplier Data Gap ในห่วงโซ่อุปทาน
ผู้ส่งออกหลายรายที่ส่งสินค้าผ่านระบบ Trader หรือ Distributor ใน EU ได้รับการร้องขอข้อมูล Embedded Emissions ที่มีรายละเอียดสูงกว่าที่เคยให้ในช่วง Transitional ส่งผลให้ Trader บางรายเปลี่ยนแหล่งจัดซื้อไปยังประเทศที่สามารถจัดหาข้อมูลที่ผ่านการทวนสอบได้รวดเร็วและครบถ้วนกว่า

สิ่งที่ต้องทำ ผู้ส่งออกควรสร้างระบบเก็บข้อมูลการผลิตและการใช้พลังงานที่ละเอียดถึงระดับล็อตการผลิต และเตรียมเอกสารสนับสนุนการคำนวณ Embedded Emissions ให้พร้อมส่งภายใน 7 วันทำการเมื่อถูกร้องขอจาก Trader

3.2 ปัญหา Default Value ที่ทำให้ต้นทุนพุ่ง
เมื่อผู้ส่งออกไม่สามารถจัดหาข้อมูล Verified Embedded Emissions ได้ทันเวลา ผู้นำเข้าใน EU จะต้องใช้ค่า Default Value ของ EU ในการคำนวณ ซึ่ง EU จงใจกำหนดให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยจริงเพื่อกระตุ้นให้ผู้ส่งออกเร่งจัดหา Verified Data ในกรณีของเหล็ก Default Value อาจสูงกว่าค่าจริงประมาณ 20-30%

ตัวอย่างเชิงตัวเลข หากผู้นำเข้าใน EU ต้องซื้อ CBAM Certificate ที่ราคาประมาณ 80 ยูโรต่อตัน CO2e และสินค้าของผู้ส่งออกไทยถูกคำนวณด้วย Default Value แทนข้อมูลจริง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกผลักกลับมายังผู้ส่งออกในรูปของราคาที่ต่อรองได้ลดลง หรือการสูญเสียคำสั่งซื้อในระยะถัดไป

สิ่งที่ต้องทำ ผู้ส่งออกควรเร่งทำ Verified GHG Inventory ของตนเองโดยเร็วที่สุด เพราะข้อมูลที่ผ่านการทวนสอบจะกลายเป็นปัจจัยแข่งขันโดยตรง ไม่ใช่แค่ข้อกำหนดเชิงเอกสาร

3.3 ปัญหาคิวของหน่วยทวนสอบ
เนื่องจาก Definitive Phase ในปีแรกบังคับให้การทวนสอบต้องเข้าหน้างาน หน่วยทวนสอบที่มีการรับรองในระดับสากลกำลังเผชิญกับ Backlog ที่ยาวขึ้น ผู้ส่งออกไทยบางรายรายงานว่าคิวการทวนสอบจากหน่วยทวนสอบรายใหญ่ในตลาดยาวถึง 12-20 สัปดาห์ ทำให้ไม่สามารถส่งข้อมูลที่ผ่านการทวนสอบให้ผู้นำเข้าได้ทันเวลา

สิ่งที่ต้องทำ ผู้ส่งออกควรเริ่มการจอง Verification Slot กับหน่วยทวนสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือนก่อนกำหนดส่งข้อมูล โดยไม่ต้องรอให้ผู้นำเข้าใน EU ร้องขอก่อน

3.4 ปัญหา Documentation ที่ไม่ตรงกับ EU Format
EU มีรูปแบบเอกสารและวิธีการคำนวณ Embedded Emissions ที่เฉพาะเจาะจง โดยอ้างอิงจาก Implementing Regulation 2023/1773 และเอกสารชุดที่ออกใหม่ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งแตกต่างจากการคำนวณ Carbon Footprint ตาม ISO 14067 หรือ ISO 14064-1 ที่ผู้ส่งออกไทยคุ้นเคย

ผู้ส่งออกไทยจำนวนหนึ่งที่ทำ Carbon Footprint แล้วต้องทำใหม่อีกรอบในรูปแบบของ CBAM โดยเฉพาะ ทำให้เสียทั้งเวลาและงบประมาณ

สิ่งที่ต้องทำ ผู้ส่งออกที่จะเริ่มทำ Carbon Footprint ในปี 2026 ควรเลือกหน่วยทวนสอบและที่ปรึกษาที่เข้าใจ CBAM Methodology ตั้งแต่ต้น และจัดทำเอกสารให้สามารถใช้งานได้ทั้งสำหรับ Carbon Footprint ทั่วไปและ CBAM Reporting พร้อมกัน


4. สิ่งที่ผู้ส่งออกไทยต้องทำในอีก 16 เดือนข้างหน้า
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2026 จนถึงกำหนดส่ง Annual CBAM Declaration ครั้งแรกในวันที่ 30 กันยายน 2027 ผู้ส่งออกไทยมีเวลาประมาณ 16 เดือนในการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ เราแนะนำให้แบ่งการเตรียมการเป็น 4 ระยะ

ระยะที่ 1 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2026): Baseline Setup ออกแบบระบบเก็บข้อมูลการผลิตและการใช้พลังงานในระดับล็อตการผลิต พร้อมตั้ง Boundary ของการคำนวณให้สอดคล้องกับ CBAM Methodology จัดหาที่ปรึกษาหรือหน่วยทวนสอบที่มีประสบการณ์ในการทำ CBAM และจอง Verification Slot ล่วงหน้า

ระยะที่ 2 (กันยายน-ธันวาคม 2026): Data Collection เก็บข้อมูลจริงครอบคลุมการผลิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 พร้อมจัดเตรียมเอกสารสนับสนุนทั้งหมด ในระยะนี้ควรทำ Pilot Verification กับสินค้าตัวอย่างหนึ่งรายการ เพื่อทดสอบกระบวนการและแก้ไขจุดอ่อน

ระยะที่ 3 (มกราคม-มิถุนายน 2027): Full Verification ดำเนินการ Verification เต็มรูปแบบกับสินค้าทั้งหมดที่ส่งออกในปี 2026 พร้อมจัดทำรายงานในรูปแบบที่ EU กำหนด และเตรียม Verification Statement สำหรับส่งให้ผู้นำเข้าใน EU

ระยะที่ 4 (กรกฎาคม-กันยายน 2027): Submission Support สนับสนุนผู้นำเข้าใน EU ในการจัดทำ Annual CBAM Declaration และตอบคำถามเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ EU ที่อาจเกิดขึ้น


5. มุมมองในระยะยาว
ในขณะที่ผู้ส่งออกไทยกำลังปรับตัวกับ CBAM ในรูปแบบปัจจุบัน ควรตระหนักว่าขอบเขตของมาตรการกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอกฎหมายขยายขอบเขต CBAM ไปยังสินค้าปลายน้ำในกลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียมตั้งแต่ปี 2028 และมีการพิจารณานำสินค้าประเภทเคมีภัณฑ์และพอลิเมอร์เข้าสู่ขอบเขตในปี 2027-2028

นอกจาก EU แล้ว สหราชอาณาจักรกำลังเตรียมใช้ UK CBAM และสหรัฐอเมริกามีการพิจารณาร่างกฎหมาย Clean Competition Act ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน หากกฎหมายเหล่านี้ผ่านการอนุมัติ ผู้ส่งออกไทยจะเผชิญกับ Carbon Border Measures จากตลาดส่งออกหลักหลายแห่งพร้อมกัน

ดังนั้น การลงทุนในการสร้างระบบ Verified GHG Inventory ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การปฏิบัติตาม CBAM แต่เป็นการสร้างความสามารถในการแข่งขันสำหรับตลาดส่งออกในระยะยาว


6. สรุป
ห้าเดือนแรกของ CBAM Definitive Phase ได้แสดงให้เห็นว่าการเตรียมตัวในระยะ Transitional ไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงานในระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบ ผู้ส่งออกไทยที่ต้องการรักษาตลาด EU จำเป็นต้องเร่งสร้างระบบเก็บข้อมูล Embedded Emissions ที่ผ่านการทวนสอบ และเตรียมเอกสารในรูปแบบที่ EU กำหนดอย่างเป็นระบบ

ผู้ส่งออกที่เริ่มเตรียมการในวันนี้ จะมีเวลาเพียงพอที่จะปรับปรุงระบบ ทดลอง Verification และแก้ไขจุดอ่อนก่อนกำหนดส่ง Annual Declaration ครั้งแรกในเดือนกันยายน 2027 ในทางตรงกันข้าม ผู้ส่งออกที่ชะลอการเตรียมการ จะเผชิญกับความเสี่ยงทั้งด้านคิวการทวนสอบ Default Value ที่สูงกว่าจริง และการสูญเสียคำสั่งซื้อในระยะถัดไป


บทความที่เกี่ยวข้อง
Double Materiality คืออะไร และทำไม IFRS S1/S2 ถึงยังไม่พอสำหรับตลาดยุโรป
ในรอบสองปีที่ผ่านมา ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืนของบริษัทไทยที่ส่งออกยุโรปต้องเจอคำถามเดิม ๆ จากลูกค้าและคู่ค้ายุโรป — "บริษัทคุณทำ Double Materiality หรือยัง" คำถามนี้ดูเหมือนเรื่องเทคนิค แต่จริง ๆ แล้วเป็นการ filter ว่าซัพพลายเออร์รายไหนพร้อมเป็น Reporting Counterpart ภายใต้ CSRD
Sustainability Assurance คืออะไร และทำไมบริษัทจดทะเบียนไทยต้องทำในปี 2026
ในยุคที่ทุกองค์กรเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน คำถามของนักลงทุนและผู้กำกับดูแลกำลังเปลี่ยนจาก "บริษัทรายงานอะไรบ้าง" ไปสู่ "ข้อมูลที่รายงานเชื่อถือได้แค่ไหน" คำตอบของคำถามนี้คือ Sustainability Assurance
Limited vs Reasonable Assurance ต่างกันอย่างไร: บริษัทไทยควรเลือกแบบไหนในปี 2026
คำถามที่เจอบ่อยที่สุดในการประชุมเปิดงานทวนสอบรายงานความยั่งยืน คือ "บริษัทเราควรทำ Limited หรือ Reasonable Assurance ดี" ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืนหลายคนตอบไม่ได้ทันที เพราะคำสองคำนี้ฟังดูคล้ายเรื่องเทคนิค แต่จริง ๆ แล้วมันสะท้อนต้นทุน ความเสี่ยง และระดับความน่าเชื่อถือที่ต่างกันชัดเจน
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy