แชร์

Scope 3 Emissions คืออะไร และทำไม Supply Chain ของ SMEs ไทยถึงนับยากที่สุด

อัพเดทล่าสุด: 20 พ.ค. 2026
41 ผู้เข้าชม
ในปี 2026 ที่บริษัทใหญ่ทั่วโลกเริ่มขอข้อมูล Carbon Footprint จาก Supplier ทำให้ SMEs ไทยกลุ่มที่ขายสินค้าให้บริษัทเหล่านี้พบกับคำถามที่ตอบยาก — Scope 3 Emissions ของบริษัทเรามีเท่าไหร่

ปัญหาคือ Scope 3 ไม่ใช่ตัวเลขที่อยู่ใน meter หรือใบเสร็จ ต้องไปนับจาก "อะไรก็ตามที่บริษัทไม่ได้ปล่อยเอง แต่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน" นี่คือเหตุผลที่ Scope 3 ขึ้นชื่อว่ายากที่สุดในสาม Scope ของ GHG Protocol

Scope 3 คืออะไร เริ่มจากพื้นฐาน

GHG Protocol แบ่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกเป็นสาม Scope

Scope 1 คือการปล่อยจากแหล่งที่บริษัทเป็นเจ้าของหรือควบคุมโดยตรง เช่น เผาไหม้เชื้อเพลิงในเตาเผา ใช้น้ำมันในรถบรรทุกของบริษัท

Scope 2 คือการปล่อยทางอ้อมจากการซื้อพลังงาน เช่น ไฟฟ้าที่ซื้อจาก กฟผ. ความร้อนหรือไอน้ำที่ซื้อจากภายนอก

Scope 3 คือการปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ทั้งหมดที่เหลือ ซึ่งครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน Upstream และ Downstream ของบริษัท GHG Protocol แบ่ง Scope 3 ออกเป็น 15 Category ครอบคลุมตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบ การขนส่ง การเดินทางของพนักงาน ไปจนถึงการใช้งานสินค้าโดยลูกค้าและการกำจัดของเสีย

สำหรับ SMEs ไทยส่วนใหญ่ Scope 3 มักมีสัดส่วน 60-80% ของ Total GHG Inventory โดยกระจุกอยู่ใน 3 Category หลัก คือ Category 1 (Purchased Goods and Services), Category 4 (Upstream Transportation) และ Category 11 (Use of Sold Products) ขึ้นกับลักษณะของธุรกิจ

ทำไม Scope 3 ของ SMEs ไทยถึงนับยากเป็นพิเศษ

ปัญหาแรกคือ Data Availability ของ Upstream Supplier บริษัทใหญ่มี Supplier หลายร้อยรายและส่วนใหญ่ก็ทำ GHG Inventory เอง การขอข้อมูลผ่าน Supplier Engagement Program ทำได้แม้จะเหนื่อย SMEs ไทยมี Supplier ที่อาจเป็นบริษัทเล็กกว่าตัวเองหรือร้านในตลาด การขอ Activity Data ลึกถึงตัวเลข GHG เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

ปัญหาที่สองคือ Data Granularity ของ Activity Data ที่มี SMEs มักจดข้อมูลการซื้อในรูปแบบ "มูลค่าเงิน" ไม่ใช่ "ปริมาณวัตถุดิบ" การคำนวณ Scope 3 Category 1 ด้วยวิธี Spend-based Method ทำได้ แต่ใช้ Emission Factor เฉลี่ยที่ไม่สะท้อนการลดที่แท้จริง บริษัทใหญ่ที่ใช้ Supplier-specific Method ได้ตัวเลขแม่นกว่าและสะท้อนการปรับปรุง Supplier

ปัญหาที่สามคือ Emission Factor ของไทย Database ที่มีอย่าง TGO หรือ DEDE ครอบคลุมเฉพาะกิจกรรมพื้นฐาน ส่วน Material และ Product ที่ใช้ใน SMEs จำนวนมากต้องอ้างอิง Database ต่างประเทศ เช่น Ecoinvent, IDEA, หรือ DEFRA ซึ่งต้องซื้อ License และต้องเลือก EF ที่ใกล้เคียงสถานการณ์ไทยที่สุด

15 Category ของ Scope 3 และจุดสำคัญสำหรับ SMEs

GHG Protocol Scope 3 มี 15 Category ครอบคลุม Upstream 8 Category และ Downstream 7 Category สำหรับ SMEs ไทย ไม่จำเป็นต้องนับทุก Category การเลือก Category ที่ Material กับธุรกิจคือกลยุทธ์ที่ถูกต้อง

Category 1 (Purchased Goods and Services) Material สำหรับเกือบทุกธุรกิจ ครอบคลุมการปล่อยจากการผลิตวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และบริการที่ซื้อ บริษัทที่ขายสินค้าจะนับ Category นี้เป็นหลัก

Category 4 (Upstream Transportation and Distribution) สำคัญสำหรับธุรกิจที่ขนส่งวัตถุดิบหรือสินค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้บริการขนส่งภายนอก เช่น Logistic Provider, Cold Chain

Category 6 (Business Travel) ครอบคลุมการเดินทางเชิงธุรกิจของพนักงาน ปกติคิดจาก booking record การบินและที่พัก

Category 7 (Employee Commuting) เป็นข้อมูลที่ต้องสำรวจพนักงานเอง รถส่วนตัว มอเตอร์ไซค์ รถสาธารณะ และวัน Work from Home

Category 11 (Use of Sold Products) Material อย่างมากสำหรับธุรกิจที่ขายสินค้าใช้พลังงาน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ หม้อแปลง การคำนวณต้องอาศัย Lifetime Energy Use ของผลิตภัณฑ์

Category 12 (End-of-life Treatment of Sold Products) สำคัญสำหรับธุรกิจที่ขายสินค้าซึ่งกลายเป็นของเสียหลังใช้ การคำนวณต้องประมาณ Disposal Pattern ในประเทศที่ขาย

วิธีลด Scope 3 ที่ทำได้จริง

สำหรับ SMEs ไทย กลยุทธ์ลด Scope 3 ที่ได้ผลและทำได้ในงบประมาณจำกัด มีสามแนวทาง

แนวทางแรกคือ Switch to Lower Carbon Material การเปลี่ยนวัตถุดิบจาก Virgin Material ไปเป็น Recycled Material ลด Category 1 ได้ทันที โดยเฉพาะใน plastic packaging, aluminum และ paper ตลาดวัตถุดิบ recycled ในไทยขยายเร็วในปี 2025-2026 และราคาเริ่มแข่งขันได้

แนวทางสองคือ Optimize Logistic บริษัทที่ใช้ขนส่งสามารถลด Category 4 ด้วยการปรับ Mode (รถไฟ vs รถบรรทุก) การ Consolidation การโหลด และการเลือก Provider ที่ใช้ EV หรือเชื้อเพลิงทางเลือก

แนวทางสามคือ Engage Tier 1 Supplier แม้ขอ Data ลึกไม่ได้ทุกราย แต่การเริ่ม Survey ง่าย ๆ เช่นถามว่าซัพพลายเออร์มี GHG Inventory หรือเปล่า มีเป้าหมายลดหรือไม่ ช่วยให้บริษัทเริ่มสร้าง Supplier Engagement Plan ที่ Verifier ยอมรับ

ระดับความละเอียดที่เหมาะกับ SMEs

หลายคนถามว่า SMEs ควรลงทุนทำ Scope 3 ลึกแค่ไหน คำตอบขึ้นกับวัตถุประสงค์

ถ้าทำเพื่อตอบ Customer Survey หรือ CDP Reporting ระดับ Spend-based Method โดยใช้ Emission Factor ระดับ Sector ก็เพียงพอในปีแรก ๆ ต้นทุนต่ำและเริ่มมีตัวเลขในระบบ

ถ้าทำเพื่อตั้งเป้าหมาย SBTi หรือเพื่อให้ลูกค้ายุโรปยอมรับภายใต้ CBAM ต้องยกระดับเป็น Hybrid Method ผสม Supplier-specific Data สำหรับ Supplier รายใหญ่ และ Spend-based สำหรับรายเล็ก

ถ้าทำเพื่อขอ Reasonable Assurance จาก Verifier ต้องไปถึงระดับ Activity-based หรือ Supplier-specific สำหรับ Material Category อย่างน้อย Category 1 และ Category 11

เริ่มต้นที่ Material Category ก่อน

คำแนะนำสำหรับ SMEs ไทยที่เริ่มทำ Scope 3 ครั้งแรก คือเริ่มจากการทำ Screening Assessment ของ 15 Category ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ประมาณการคร่าว ๆ เพื่อหา Category ที่ Material กับธุรกิจ จากนั้นโฟกัสที่ 2-3 Category แรกในปีแรก แล้วค่อยขยายในปีต่อไป

การพยายามทำครบ 15 Category ในปีแรกมักจบที่ข้อมูลคุณภาพต่ำทุก Category ดีกว่าทำดี 3 Category ที่ครอบคลุม 80% ของ Total Scope 3 และใช้เวลาที่เหลือไปกับการลดการปล่อยจริง ๆ มากกว่าการนับ

ในระยะยาว SMEs ที่เก็บข้อมูล Scope 3 เป็นระบบมีข้อได้เปรียบเชิงตลาดอย่างชัดเจน ลูกค้ารายใหญ่ที่ต้องรายงาน Scope 3 จะเลือก Supplier ที่ตอบคำถามได้และมีตัวเลขรองรับ — กลายเป็น Soft Compliance ที่ตัดสินการได้สัญญาหรือไม่ในหลายอุตสาหกรรม

บทความที่เกี่ยวข้อง
AI ช่วยทำรายงานความยั่งยืนได้จริงหรือ: 5 จุดที่ใช้ได้และ 3 จุดที่ยังต้องระวัง
ตั้งแต่ปลายปี 2024 ทีมที่ทำ Sustainability Report ในบริษัทไทยเริ่มทดลองใช้ Generative AI เขียนบางส่วนของรายงาน ผู้บริหาร Sustainability ที่ผมคุยด้วยในรอบสามเดือนที่ผ่านมาแบ่งเป็นสองกลุ่มชัดเจน — กลุ่มที่บอกว่า AI ช่วยลดเวลาทำรายงานได้ครึ่งหนึ่ง และกลุ่มที่ออกมาเตือนว่า "เกือบโดน Auditor ตี" เพราะ AI สร้างข้อมูลผิดเข้าไปในร่างรายงาน
SET ESG Ratings 2026: เกณฑ์ใหม่และ 7 เรื่องที่ Investor Relations ต้องเตรียมก่อนสิ้นปี
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประกาศปรับเกณฑ์ SET ESG Ratings ในรอบปี 2026 ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 5 ปี การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สะท้อนทั้งทิศทางของ IFRS S1/S2 ที่กำลังจะบังคับใช้ และมาตรฐาน Rating ระดับโลกอย่าง DJSI, FTSE Russell ที่ปรับขึ้นทุกปี
ESG Data Management ปี 2026: ทำไม Excel ใช้ไม่พออีกต่อไป และทางเลือกสำหรับองค์กรไทย
ในการประชุมเปิด Sustainability Report Assurance ครั้งล่าสุดของปี 2026 คำถามที่ Lead Verifier ถามทีมงานเป็นอันดับแรกเปลี่ยนไปจาก 5 ปีที่แล้ว — แต่ก่อนถามว่า "ข้อมูล Material Topic เก็บที่ไหน" ตอนนี้ถามว่า "ใครเป็นเจ้าของข้อมูล และมี Audit Trail ไหม"
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy