แชร์

SBTi เวอร์ชันใหม่ปี 2026: บริษัทไทยที่ตั้งเป้า Net Zero ไว้แล้วต้องทำอะไรเพิ่ม

อัพเดทล่าสุด: 20 พ.ค. 2026
19 ผู้เข้าชม
ในช่วงปี 2024-2025 บริษัทไทยจำนวนไม่น้อยส่ง Letter of Commitment เข้า SBTi แล้วได้รับการ Validate Target ผ่าน Corporate Net-Zero Standard V1 จนหลายบริษัทประกาศ Net Zero 2050 อย่างภาคภูมิใจในรายงานความยั่งยืน

แต่ในปี 2026 SBTi ทยอยบังคับใช้ Corporate Net-Zero Standard V2 ที่มีโครงสร้างต่างจาก V1 ค่อนข้างมาก บริษัทที่เคย Validate ภายใต้ V1 ยังใช้ได้ในระยะหนึ่ง แต่การ Renewal หรือการตั้งเป้าใหม่จะต้องไปอยู่ภายใต้ V2 ที่เข้มข้นขึ้น

V2 ต่างจาก V1 อย่างไร

ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ V2 คือการแยก "Near-term Target" และ "Long-term Target" ออกจากกันอย่างชัดเจน V1 เน้นเป้าหมายระยะยาวที่ปี 2050 เป็นหลัก ส่วน Near-term เป็นเป้าหมายเสริม V2 พลิกความสำคัญใหม่ — Near-term Target ภายใน 5-10 ปีกลายเป็นแกนหลักของการ Validate

อีกการเปลี่ยนแปลงคือเกณฑ์การจัดประเภทบริษัท V2 แบ่งเป็น Category A (Large Enterprises) Category B (Medium) และ Category C (Small) โดยใช้ Revenue และ Employee Number เป็นเกณฑ์ Category A ต้องทำตามมาตรฐานเต็มรูปแบบ ขณะที่ Category B และ C มี simplified pathway ที่ออกแบบเฉพาะ

V2 ยังเข้มงวดขึ้นเรื่อง Scope 3 อย่างชัดเจน V1 อนุญาตให้บริษัทเลือก Scope 3 Category ที่ครอบคลุม 67% ของ Total Scope 3 V2 ปรับเกณฑ์ใหม่ บริษัทที่มี Scope 3 มากกว่า 40% ของ Total Emission ต้องครอบคลุม Scope 3 ในเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญมากขึ้น

บริษัทไทยที่เคย Validate ภายใต้ V1 ต้องทำอะไร

ข่าวดีคือ Target ที่ Validate ภายใต้ V1 ยังคงมีผลจนถึง Target Year ที่กำหนด หรือจนถึงรอบ Review ครั้งถัดไปที่ SBTi จะแจ้ง ดังนั้นบริษัทไม่ต้องกังวลว่า "Net Zero ที่ประกาศไปแล้วโมฆะ"

อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวสำหรับ V2 ต้องเริ่มทันที โดยมีสามเรื่องหลัก

เรื่องแรกคือ Recompute Base Year ตามเกณฑ์ V2 ถ้า Methodology เปลี่ยน Base Year Inventory อาจต้อง restate เพื่อให้สอดคล้อง โดยเฉพาะถ้าใช้ Average-data Method สำหรับ Scope 3 ในรอบแรก แล้ว V2 ต้องการ Supplier-Specific Data

เรื่องสองคือ Review Coverage ของ Scope 3 ถ้าบริษัทเคยครอบคลุมเฉพาะ Category 1 (Purchased Goods) และ 11 (Use of Sold Products) ภายใต้ V1 อาจต้องเพิ่ม Category อื่นเช่น 4 (Upstream Transportation) หรือ 12 (End-of-life) เพื่อให้ครอบคลุมตามเกณฑ์ V2 ใหม่

เรื่องสามคือ Strengthen Action Plan V2 ให้ความสำคัญกับ "วิธีไปถึงเป้า" มากกว่าตัวเลขเป้าหมายเพียงอย่างเดียว บริษัทต้องเตรียม Decarbonization Roadmap ที่ระบุ Action Lever ในรายละเอียด ไม่ใช่แค่ระบุเปอร์เซ็นต์ลด

Near-term Target กลายเป็นหัวใจ

V2 บังคับให้ทุกบริษัทมี Near-term Target ภายใน 5-10 ปีจาก Base Year นอกเหนือจาก Long-term Target ที่ปี 2050 หรือก่อนหน้านั้น เหตุผลที่ SBTi เปลี่ยนทิศทางคือข้อมูลจาก IPCC AR6 และ Global Carbon Budget ที่ชี้ว่าการลดในช่วง 2025-2035 มีความสำคัญต่อเส้นทาง 1.5°C มากกว่าการลดในช่วง 2040 ขึ้นไป

ผลกระทบต่อบริษัทไทยคือ บริษัทที่เคยตั้ง Target รวมว่า "ลด 50% ภายใน 2050" จะต้องแตก Target นี้ออกเป็น "ลด X% ภายใน 2030" และ "ลด Y% ภายใน 2040" อย่างน้อยสองจุดเวลา และต้องมีหลักฐานว่า Action ที่จะใช้ในแต่ละช่วงคืออะไร

อีกประเด็นที่สำคัญคือ Near-term Target ต้องสอดคล้องกับ pathway 1.5°C ไม่ใช่ Well Below 2°C อีกต่อไป ตามเกณฑ์ V2 บริษัทที่เคย Validate ที่ระดับ Well Below 2°C ภายใต้ V1 อาจต้องปรับ ambition ขึ้นเพื่อ Renewal ภายใต้ V2

เรื่อง Removal ที่บริษัทต้องเข้าใจ

V2 แยก "Emission Reduction" ออกจาก "Carbon Removal" อย่างชัดเจน Emission Reduction หมายถึงการลดการปล่อยที่แหล่งกำเนิด เช่น เปลี่ยนเชื้อเพลิง ใช้พลังงานหมุนเวียน ปรับปรุงประสิทธิภาพ Carbon Removal หมายถึงการนำ CO2 ออกจากบรรยากาศหลังจากที่ปล่อยไปแล้ว เช่น ปลูกป่า BECCS หรือ Direct Air Capture

V2 กำหนดว่าการบรรลุ Net Zero ต้องลด emission ลง 90-95% จาก Base Year ก่อน ส่วน 5-10% ที่เหลือ (Residual Emission) จึงสามารถใช้ Carbon Removal ชดเชยได้ การใช้ Carbon Credit จากโครงการ Avoidance ไม่นับเป็นการลดในการบรรลุ Net Zero ภายใต้ V2

นี่คือเรื่องที่บริษัทไทยจำนวนมากเข้าใจผิด — Net Zero ภายใต้ SBTi ไม่ใช่ Carbon Neutrality หลักการของ Carbon Neutrality (เช่น ISO 14068) อนุญาตให้ใช้ Offset ทดแทนการลด แต่ Net Zero ภายใต้ SBTi V2 ต้องลดที่แหล่งกำเนิดเป็นหลัก

Action Plan สำหรับบริษัทไทยในปี 2026

หากเป็นบริษัทที่ยังไม่เคย Validate ใด ๆ คำแนะนำคือเริ่ม V2 เลย ไม่ต้องไปทำ V1 แล้วต้อง migrate ภายหลัง การเริ่ม V2 ตั้งแต่แรกประหยัดเวลาและงบประมาณกว่า

หากเป็นบริษัทที่ Validate V1 แล้ว ให้ใช้ปี 2026-2027 เป็นช่วงเตรียมตัว ทำ Gap Analysis ระหว่าง Current Target กับ V2 Requirement หา Critical Gap ทั้งเรื่อง Methodology, Scope 3 Coverage และ Near-term Ambition จากนั้นวาง Roadmap การ Renewal ที่สอดคล้องกับวงรอบ Material Topic ของ Sustainability Report

ในระหว่างนี้ การมี Third Party Verification ของ GHG Inventory ภายใต้ ISO 14064-1 ยังเป็นสิ่งที่ SBTi คาดหวัง ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ V1 หรือ V2 บริษัทที่ Inventory ผ่าน Verification แล้วจะ submit เอกสาร SBTi ได้เร็วกว่ามาก

ความเป็นไปได้ในอนาคต

ในการประชุม SBTi Annual Conference ปลายปี 2025 มีการพูดถึงการ Phase Out Validation Service ของ V1 ภายในปี 2028-2029 บริษัทที่ไม่ migrate ภายในกรอบเวลานี้จะถูกถอด Target ออกจาก SBTi Dashboard ซึ่งจะส่งผลต่อคะแนนใน ESG Rating ทันที

สำหรับบริษัทไทยที่ใช้ SBTi เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารกับ Investor การวางแผน Migration ตั้งแต่ตอนนี้คือการบริหารความเสี่ยงด้าน Reputation และ Investor Relation ที่ทำได้ในเชิงรุก

บทความที่เกี่ยวข้อง
ESG Data Management ปี 2026: ทำไม Excel ใช้ไม่พออีกต่อไป และทางเลือกสำหรับองค์กรไทย
ในการประชุมเปิด Sustainability Report Assurance ครั้งล่าสุดของปี 2026 คำถามที่ Lead Verifier ถามทีมงานเป็นอันดับแรกเปลี่ยนไปจาก 5 ปีที่แล้ว — แต่ก่อนถามว่า "ข้อมูล Material Topic เก็บที่ไหน" ตอนนี้ถามว่า "ใครเป็นเจ้าของข้อมูล และมี Audit Trail ไหม"
Green Bond กับ Sustainability-Linked Bond ต่างกันอย่างไร: เลือกแบบไหนให้เหมาะกับโครงการของคุณ
ตลาดตราสารหนี้ยั่งยืนของไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในปี 2025 มูลค่าออก Green Bond, Social Bond, Sustainability Bond และ Sustainability-Linked Bond รวมกันทะลุ 4 แสนล้านบาท บริษัทขนาดใหญ่และ State-owned Enterprise หลายแห่งเริ่มใช้เครื่องมือทางการเงินยั่งยืนเป็นกลยุทธ์หลักในการระดมทุน
Double Materiality คืออะไร และทำไม IFRS S1/S2 ถึงยังไม่พอสำหรับตลาดยุโรป
ในรอบสองปีที่ผ่านมา ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืนของบริษัทไทยที่ส่งออกยุโรปต้องเจอคำถามเดิม ๆ จากลูกค้าและคู่ค้ายุโรป — "บริษัทคุณทำ Double Materiality หรือยัง" คำถามนี้ดูเหมือนเรื่องเทคนิค แต่จริง ๆ แล้วเป็นการ filter ว่าซัพพลายเออร์รายไหนพร้อมเป็น Reporting Counterpart ภายใต้ CSRD
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy