แชร์

IFRS S1/S2 vs GRI vs CSRD: เปรียบเทียบสำหรับบริษัทไทย

อัพเดทล่าสุด: 18 พ.ค. 2026
39 ผู้เข้าชม

เปลี่ยนภูมิทัศน์ Sustainability Reporting ปี 2026 บริษัทจดทะเบียนไทยต้องเลือกอะไรก่อน

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบสองทศวรรษ ISSB ออก IFRS S1 และ S2 ในปี 2566 สหภาพยุโรปประกาศใช้ CSRD ในปี 2567 และล่าสุด ก.ล.ต. ของไทยประกาศนำมาตรฐาน ISSB มาผนวกเข้ากับแบบ 56-1 One Report

บริษัทจดทะเบียนไทยจึงเผชิญคำถามสำคัญว่า ในสามมาตรฐานนี้ ควรเริ่มจากตัวไหนก่อน ทำคู่กันได้หรือไม่ และจะเตรียม Assurance อย่างไรให้พร้อม

บทความนี้สรุปจุดต่างของทั้งสามมาตรฐาน พร้อมแนะนำเส้นทางที่เหมาะสมกับบริบทของบริษัทไทยในแต่ละกลุ่ม

1. ทำไมเรื่องนี้สำคัญในปี 2026
ปี 2026 เป็นจุดเปลี่ยนของการรายงานความยั่งยืน เพราะสามเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน

ประการแรก ก.ล.ต. ของไทยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ISSB โดยใช้แนวทาง phased-in approach และเริ่มจาก Climate-first reporting คือบังคับเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศและ Scope 1 และ 2 ของก๊าซเรือนกระจกก่อน พร้อมเงื่อนไขว่าข้อมูลดังกล่าวต้องผ่านการทวนสอบจากผู้ทวนสอบที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก.

ประการที่สอง GRI ยังคงเป็นมาตรฐานหลักที่บริษัทไทยส่วนใหญ่ใช้รายงานความยั่งยืน และ GRI Universal Standards 2021 ได้บูรณาการแนวคิด Double Materiality ที่สอดคล้องกับ CSRD ของยุโรป

ประการที่สาม บริษัทไทยที่มี Parent Company หรือลูกค้าหลักในสหภาพยุโรป กำลังถูกเรียกร้องให้รายงานตาม CSRD แม้จะไม่ได้อยู่ในขอบเขตบังคับโดยตรง

ภายใต้บริบทนี้ คำถามไม่ใช่ว่า "ใช้มาตรฐานไหน" แต่คือ "วางลำดับการใช้อย่างไรให้ลดภาระและสร้างคุณค่าสูงสุด"


2. สรุปจุดต่างใน 4 มิติหลัก
2.1 ผู้ใช้ข้อมูลและวัตถุประสงค์
IFRS S1 และ S2 ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนและเจ้าของเงินทุน เน้นความเสี่ยงและโอกาสที่ส่งผลกระทบต่อมูลค่ากิจการ (Enterprise Value) ในระยะสั้น กลาง และยาว ใช้แนวคิด Financial Materiality ซึ่งหมายถึงประเด็นความยั่งยืนที่ส่งผลต่อกระแสเงินสด ต้นทุนเงินทุน และความสามารถในการดำเนินงาน

GRI ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่นักลงทุน ใช้แนวคิด Impact Materiality ซึ่งหมายถึงผลกระทบที่องค์กรมีต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และผู้คน

CSRD ใช้ Double Materiality ซึ่งครอบคลุมทั้งสองมุมมอง คือทั้ง Financial Materiality และ Impact Materiality พร้อมกัน ทำให้ขอบเขตของข้อมูลที่ต้องเปิดเผยกว้างที่สุดในสามมาตรฐาน

2.2 ขอบเขตของประเด็นที่ครอบคลุม
IFRS S1 เป็นข้อกำหนดทั่วไปสำหรับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนในภาพรวม IFRS S2 มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องสภาพภูมิอากาศ โดยมีโครงสร้าง 4 องค์ประกอบตาม TCFD คือ Governance, Strategy, Risk Management, และ Metrics & Targets

GRI Universal Standards 2021 ครอบคลุมหลากหลายประเด็น ทั้ง Economic, Environmental และ Social พร้อมมาตรฐานเฉพาะรายอุตสาหกรรม (Sector Standards) ที่กำลังทยอยออกอย่างต่อเนื่อง

CSRD บังคับให้รายงานตาม ESRS (European Sustainability Reporting Standards) ซึ่งมี 12 ฉบับ ครอบคลุม 10 ประเด็น ESG หลัก โดยขอบเขตและความละเอียดสูงที่สุดในบรรดาสามมาตรฐาน

2.3 ระดับการบังคับใช้ในไทย
IFRS S1 และ S2 ก.ล.ต. กำลังนำมาผนวกเข้ากับ 56-1 One Report ในรูปแบบ phased-in โดยมีมาตรการผ่อนปรนช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition reliefs) เช่น ในปีแรกอนุญาตให้รายงานเฉพาะข้อมูลสภาพภูมิอากาศก่อน และยกเว้นการรายงาน Scope 3 ในช่วง 5 ปีแรกของระยะผ่อนปรน

GRI เป็นมาตรฐาน Voluntary ที่บริษัทจดทะเบียนใน SET ส่วนใหญ่เลือกใช้สมัครใจในการจัดทำรายงานความยั่งยืนของตน และเป็นหนึ่งใน reference ที่ก.ล.ต. อ้างถึงใน Sustainability Disclosure Guideline

CSRD ไม่ได้บังคับใช้ในไทยโดยตรง แต่บริษัทไทยอาจต้องรายงานหากเข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง เช่น เป็น Subsidiary ของบริษัทยุโรปที่อยู่ในขอบเขต หรือมีรายได้ในสหภาพยุโรปเกินเกณฑ์ที่กำหนด

2.4 ข้อกำหนดด้าน Assurance
IFRS S1 และ S2 ก.ล.ต. กำหนดให้ข้อมูลที่เปิดเผยต้องผ่านการทวนสอบที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ โดยในช่วงแรกอนุญาตให้ใช้ผู้ทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก.

GRI ไม่ได้บังคับ Assurance ในตัวมาตรฐานเอง แต่บริษัทจำนวนมากเลือกทำ Assurance ภายใต้ AA1000AS เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเข้า DJSI, FTSE Russell หรือ SET ESG Rating

CSRD บังคับ Limited Assurance ตั้งแต่ปีแรกที่อยู่ในขอบเขต และมีแผนยกระดับเป็น Reasonable Assurance ภายในระยะเวลาที่กำหนด

3. แล้วบริษัทไทยควรเริ่มจากไหน
คำตอบขึ้นอยู่กับสามปัจจัย คือสถานะการจดทะเบียน ขนาดของธุรกิจ และความสัมพันธ์กับตลาดต่างประเทศ

กลุ่มที่ 1: บริษัทจดทะเบียน SET ขนาดใหญ่ที่ทำรายงานความยั่งยืนตาม GRI อยู่แล้ว

แนะนำให้คงการรายงานตาม GRI ต่อไป พร้อมเริ่มเตรียม Gap Analysis สำหรับ IFRS S2 โดยเฉพาะการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและการคำนวณ Scope 1 และ 2 ให้พร้อมรับการทวนสอบ บริษัทกลุ่มนี้มักมีโครงสร้างข้อมูลที่ดีอยู่แล้ว เพียงต้องปรับให้ตอบโจทย์ Financial Materiality เพิ่มเติม

กลุ่มที่ 2: บริษัทจดทะเบียน SET ขนาดกลาง

แนะนำให้เริ่มจาก IFRS S2 ก่อน เพราะ ก.ล.ต. ใช้แนวทาง Climate-first ในระยะแรก การเร่งทำ S2 ให้พร้อมจะตอบโจทย์การบังคับใช้ตามลำดับ และยังเป็นรากฐานในการขยายไปสู่ GRI ในภายหลังได้

กลุ่มที่ 3: บริษัทที่เป็น Subsidiary ของบริษัทยุโรปหรือมีรายได้ในสหภาพยุโรปสูง

ต้องรายงานทั้ง CSRD ตามที่ Parent Company กำหนด และ IFRS S2 ตามที่ ก.ล.ต. กำหนด แนะนำให้ออกแบบระบบข้อมูลให้รองรับทั้งสองมาตรฐานตั้งแต่ต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานซ้ำซ้อน

กลุ่มที่ 4: บริษัทที่ยังไม่เคยทำรายงานความยั่งยืน

แนะนำให้เริ่มจากการคำนวณ Carbon Footprint ขององค์กรตาม ISO 14064-1 ก่อน เพื่อสร้างฐานข้อมูล Scope 1 และ 2 ที่ผ่านการทวนสอบ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ใช้ต่อยอดได้ทั้งกับ IFRS S2 และ GRI

4. ข้อควรระวังก่อนเริ่ม
ข้อแรก คือการเลือกเครื่องมือก่อนเลือกมาตรฐาน หลายองค์กรเริ่มจากการจัดซื้อ ESG Software ก่อนกำหนดว่าจะรายงานตามมาตรฐานใด ทำให้ระบบไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว แนะนำให้ตัดสินใจเลือกมาตรฐานก่อน แล้วจึงเลือกเครื่องมือ

ข้อสอง คือการมองว่า Assurance เป็นขั้นตอนสุดท้าย ปัจจุบัน ก.ล.ต. กำหนดให้ข้อมูลที่เปิดเผยตาม IFRS S1 และ S2 ต้องผ่านการทวนสอบ ดังนั้นการออกแบบระบบเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้นให้พร้อมตรวจสอบจะช่วยลดต้นทุนและเวลาในระยะยาวอย่างมาก

ข้อสาม คือการประเมิน Materiality ผิดมุม หลายองค์กรนำเอา Material Topics ของบริษัทคู่แข่งมาใช้โดยตรง โดยไม่ได้ทำ Stakeholder Engagement ของตนเอง ซึ่งทำให้รายงานขาดความน่าเชื่อถือเมื่อถูกทวนสอบ

5. สรุป
ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทจดทะเบียนไทยจะเผชิญกับการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ โดยเริ่มจาก IFRS S2 ตามแนวทาง Climate-first ของ ก.ล.ต. และทยอยขยายไปสู่ประเด็นความยั่งยืนในภาพรวมตาม IFRS S1 ในขณะเดียวกัน GRI จะยังคงเป็นรากฐานสำหรับการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบริษัทไทยจึงไม่ใช่การเลือกมาตรฐานใดมาตรฐานหนึ่ง แต่คือการวางลำดับการใช้งานให้สอดคล้องกับสถานะธุรกิจของตน และออกแบบระบบข้อมูลให้พร้อมสำหรับการทวนสอบตั้งแต่ต้น


บทความที่เกี่ยวข้อง
Sustainability Assurance คืออะไร และทำไมบริษัทจดทะเบียนไทยต้องทำในปี 2026
ในยุคที่ทุกองค์กรเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน คำถามของนักลงทุนและผู้กำกับดูแลกำลังเปลี่ยนจาก "บริษัทรายงานอะไรบ้าง" ไปสู่ "ข้อมูลที่รายงานเชื่อถือได้แค่ไหน" คำตอบของคำถามนี้คือ Sustainability Assurance
SBTi เวอร์ชันใหม่ปี 2026: บริษัทไทยที่ตั้งเป้า Net Zero ไว้แล้วต้องทำอะไรเพิ่ม
ในช่วงปี 2024-2025 บริษัทไทยจำนวนไม่น้อยส่ง Letter of Commitment เข้า SBTi แล้วได้รับการ Validate Target ผ่าน Corporate Net-Zero Standard V1 จนหลายบริษัทประกาศ Net Zero 2050 อย่างภาคภูมิใจในรายงานความยั่งยืน
Limited vs Reasonable Assurance ต่างกันอย่างไร และเมื่อไหร่ควรยกระดับ
เมื่อบริษัทตัดสินใจทำ Sustainability Assurance คำถามถัดมาคือ "ควรเลือก Limited หรือ Reasonable Assurance" คำถามนี้ดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องของระดับความเข้มข้น แต่ในความเป็นจริง การตัดสินใจนี้ส่งผลต่อต้นทุน ระยะเวลา และความน่าเชื่อถือของรายงานในระยะยาว
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy